blue-plastic-water-tank-isolated-white
การเลือกซื้อและวิธีดูแลถังเก็บน้ำ / ถังบำบัดน้ำเสีย

ถังน้ำใช้เก็บน้ำไว้สำรองยามฉุกเฉินเวลาที่น้ำประปาไม่ไหล และยังช่วยระบบปั๊มน้ำให้ทำงานได้ดีในส่วนของต่อท่อจากน้ำประปา เพราะหากไม่มีถังเก็บน้ำแล้วไปต่อท่อประปาโดยตรง มีความผิดทางกฏหมาย การเลือกให้เหมาะกับการใช้งานและให้คุ้มค่าจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม



ถังเก็บน้ำหรือบางคนก็เรียกว่าแทงก์น้ำนั้นมี 2 แบบ ได้แก่

1.ถังเก็บน้ำบนดิน ดูแลรักษาและทำความสะอาดง่าย โยกย้ายสะดวก แต่จะเหมาะกับบ้านหรืออาคารที่มีพื้นที่พอสมควร สำหรับการติดตั้งถังเก็บน้ำบนดินจะมีทั้งแบบติดตั้งชั้นล่างและติดตั้งแบบชั้นบนสุดหรือชั้นดาดฟ้าของอาคาร โดยบ้านที่มีความสูงไม่เกิน 3 ชั้น จะเหมาะกับการติดตั้งไว้ชั้นล่าง แต่บ้านหรืออาคารที่มี4ชั้นขึ้นไป เหมาะกับการติดตั้งถังเก็บน้ำไว้ชั้นบนสุดหรือชั้นดาดฟ้า เพื่อให้ปั๊มน้ำมีแรงมากพอสูบน้ำส่งไปได้ทั่วถึงทุกชั้น

2.ถังเก็บน้ำใต้ดิน ถังเก็บน้ำใต้ดินเหมาะกับบ้านหรืออาคารที่มีพื้นที่น้อย หรือต้องการประหยัดพื้นที่ในการทำประโยชน์ด้านอื่นๆ แต่มีข้อเสียคือ มีรูปทรงที่จำกัด จึงต้องเตรียมโครงสร้างบริเวณใต้ดินไว้รองรับ เพื่อกันไม่ให้เกิดการทรุดได้ตัวถังจึงต้องมีความแข็งแรงมากพอ ใช้เวลาในการติดตั้งนานกว่าถังเก็บน้ำบนดินเนื่องจากต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก การดูแลรักษาหรือทำการซ่อมแซมถังเก็บน้ำใต้ดินจะยากกว่าแบบติดตั้งบนดิน



ถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาส (FRP TANK)

เป็นถังน้ำที่ผลิตมาจากการคอมโพสิทใยแก้วกับเรซิ่นทำให้มีความยืดหยุ่นสูง รองรับแรงอัดได้ดี มีความแข็งแรง ทนต่อสภาพอากาศ มีอายุการใช้งานยาวนาน ปลอดสนิม ไม่นำไฟฟ้า กันความร้อนได้ดี  ราคาไม่สูง ส่วนใหญ่จะไว้ใช้เก็บกักน้ำในปริมาณมาก เพราะประหยัดเวลาในการก่อสร้างและพร้อมใช้งาน น้ำหนักเบา โยกย้ายสะดวก

ถังไฟเบอร์กลาสส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุ FCMs จึงปลอดภัยต่อการใช้ใส่น้ำสำหรับบริโภค-อุปโภค นอกจากนี้ถังไฟเบอร์กลาสยังสามารถใส่ได้ทั้ง น้ำกร่อย น้ำบาดาล สารเคมี เนื่องจากไฟเบอร์กลาสมีความทนทานต่อการกัดกร่อนของสารเคมี

ถังไฟเบอร์กลาสมีทั้งแบบถังไฟเบอร์กลาสทรงตั้ง ถังไฟเบอร์กลาสทรงนอน  ถังไฟเบอร์กลาสทรงกรวย ถังไฟเบอร์กลาสทรงสี่เหลี่ยม  หรือ ถังไฟเบอร์กลาสทรงกลม โดยมีหลายขนาดให้เลือกเหมาะกับการใช้งาน



ถังเก็บน้ำโพลีเมอร์

เป็นถังที่ทนทาน มีอายุการใช้งานยาวนาน20ปีขึ้นไป เป็นถังแบบทึบแสง ป้องกันยูวี สีไม่ซีดจาง ทำให้น้ำมีความสะอาดปลอดภัยจากตะไคร่น้ำและแบคทีเรีย ตั้งกลางแดดได้โดยไม่ปราะหรือแตกหักง่าย ได้รับความนิยมสำหรับครัวเรือน ราคาไม่สูงมากถ้าเทียบกับถังน้ำสเตนเลส



FCMs คืออะไร

FCMs หรือ Food Contact Materiais เป็นมาตรฐานการรับรองคุณภาพสินค้าประเภท ซิลิโคน พลาสติก แก้ว  กระดาษ เซรามิก โลหะ ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าปลอดภัยต่อการสัมผัสหรือใส่อาหารได้ เนื่องจากถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาสและถังเก็บน้ำโพลิเอทิลินถูกนำไปใส่ทั้งน้ำดื่มและน้ำใช้ ดังนั้นความปลอดภัยของตัววัสดุที่นำมาผลิตถังย่อมมีความสำคัญสูง



วิธีการเลือกซื้อถังเก็บน้ำต้องมีอะไรบ้าง
  1. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(มอก.)
  2. การรับประกันสินค้า(warranty)
  3. ขนาดของถังเพียงพอต่อจำนวนผู้ใช้งาน
  4. วัสดุตัวถังมีความแข็งแรงทนทานไร้รอยรั่ว
  5. ขนาดและประเภทของถังเหมาะสมกับพื้นที่ที่จะทำการติดตั้ง
  6. บริษัทหรือผู้จำหน่ายมีความน่าเชื่อถือได้
  7. มีบริการและรับประกันก่อน-หลังการขาย มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและช่างซ่อมบำรุง


กรณีมีสมาชิกเพิ่มขึ้นแล้วกังวลว่าน้ำจะไม่พอใช้ แต่ก็ไม่อยากทิ้งถังเดิม การเลือกซื้อเพิ่มสามารถทำได้ โดยพยายามให้ความสูงของถังเท่าเดิมหรือสูงใกล้เคียงกันหากต้องการวางในบริเวณเดียวกัน สามารถต่อท่อน้ำออกเข้าด้วยกัน



โดยทั่วไปการใช้น้ำของ 1 คน จะใช้น้ำเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ  200 ลิตร / วัน ดังนั้นการคำนวนการใช้น้ำของสมาชิกในบ้านคิดง่ายๆได้ดังนี้ ใช้สูตรคำนวน  จำนวนสมาชิก × จำนวนวันที่ต้องการสำรองน้ำ × ค่าเฉลี่ยการใช้น้ำ เช่น  มีสมาชิก 5 คน  ต้องการสำรองน้ำ 1 วัน และค่าเฉลี่ยการใช้น้ำ 200ลิตร/คน / วัน จะได้ดังนี้  5×1×200 = 1,000     เท่ากับว่าต้องเลือกซื้อถังขนาด 1,000ลิตร



หากต้องการสำรองน้ำ 2 วัน ก็นำ 2 ไปแทนที่เลข 1 ในตำแหน่งของจำนวนวัน ก็จะได้ปริมาตรของขนาดถังที่สมดุลกับจำนวนสมาชิกในบ้าน



การเลือกบริเวณจัดวางถังเก็บน้ำก็มีความสำคัญและควรวางแผนให้ดีก่อนจะนำถังมาติดตั้ง เพราะบริเวณอาจไม่พอดีกับถัง เกะกะพื้นที่ ไม่สวยงาม บดบังทิวทัศน์ ดังนั้นควรสำรวจพื้นที่หรือบริเวณให้เหมาะสมเสียก่อน เพราะอาจมีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนสินค้า

    สถานที่ตั้งถังเก็บน้ำของบ้านหรือทาวน์โฮมทั่วไปมักจะมีข้อจำกัดในการจัดตั้งไม่กี่แห่ง  ดังนี้

  • บริเวณหน้าบ้าน การวางถังเก็บน้ำไว้บริเวณหน้าบ้านจะค่อนข้างเลือกถังขนาดใหญ่ได้ เพราะบริเวณนี้มักจะกว้างกว่าบริเวณอื่น แต่ข้อเสียคือ ขนาดของถังน้ำจะบดบังทิวทัศน์ ดูไม่สวยงาม และขวางทางเข้าออกให้แคบลง


  • บริเวณข้างบ้าน การเลือกตั้งถังเก็บน้ำไว้ข้างบ้าน อาจสะดวกและเหมาะกับบางบ้าน แต่ในกรณีที่เป็นบ้านสำเร็จในหมู่บ้านหรือทาวน์โฮม มักจะถูกสร้างให้มีพื้นที่ข้างบ้านจำกัด อาจทำให้ต้องมีการต่อเติมพื้นที่เพื่อวางถังน้ำ


  • บริเวณหลังบ้าน บริเวณนี้จะเป็นที่นิยมในการจัดตั้งวางถังเก็บน้ำมากที่สุด เพราะไม่บดบังทิวทัศน์ ไม่เกะกะ และบริเวณหลังบ้านแทบทุกบ้านจะเป็นโซนห้องครัว ห้องน้ำ และ ซักล้างอยู่แล้ว สะดวกในการติดตั้งโซนเดียวกัน ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงามกว่าบริเวณอื่นๆ






การล้างถังเก็บน้ำจำเป็นหรือไม่ เมื่อทุกอาคารบ้านเรือนจะต้องมีถังเก็บน้ำเพื่อสำรองจ่ายน้ำในกิจวัตรประจำวันของสมาชิกภายในบ้าน แต่สิ่งของทุกอย่างเมื่อมีการใช้ในเวลานานๆ ก็ต้องมีการบำรุงรักษาหรือซ่อมแซม การล้างหรือทำความสะอาดก็เป็นหนึ่งในนั้น

การทำความสะอาดถังน้ำอาจดูเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่เพื่อความมั่นใจว่าน้ำภายในนั้นจะสะอาดเพียงพอในการบริโภค-อุปโภค เพราะถังเก็บน้ำทุกประเภททั้งที่ตั้งบนบกและแบบฝังดิน เมื่อมีการใช้งานไปนานๆ อาจมีการตกตะกอนสะสม จึงควรล้างหรือทำความสะอาดถังเก็บน้ำทุกๆ 6 เดือน หรือ อย่างน้อยปีละครั้ง



  การทำความสะอาดถังเก็บน้ำบนดิน มีขั้นตอนดังนี้

  1. ปิดวาล์วน้ำที่ต่อจากน้ำประปา แล้วเปิดรูระบายน้ำที่ถัง เพื่อระบายน้ำออกจากถังก่อน
  2. ผสมน้ำยาทำความสะอาด ซึ่งอาจผสมน้ำร้อนกับผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างจาน แล้วขัดล้างภายในถังด้วยฟองน้ำ หรือแปรงขนนุ่มที่มีด้ามยาวตามขนาดของถัง หลีกเลี่ยงแปรงที่มีขนแข็งเกินไปอย่างเช่นขนที่ทำจากเหล็ก เพราะอาจทำให้ถังเป็นรอยหรือเสียหายได้
  3. ขัดตามมุมและข้อต่อ เพราะอาจมีสารตกค้างที่ติดอยู่ในบริเวณนี้ อาจใช้แปรงซี่เล็กๆเช่นแปรงสีฟันขัดตามซอกและข้อต่างๆเพราะการทำความสะอาดเข้าถึงได้ยาก
  4. ล้างออกให้สะอาด ใช้เครื่องฉีดน้ำหรือสายยางฉีดพ่นล้างให้ทั่วทุกซอกมุมและอาจใช้ผ้าซับตามด้านล่างที่ยังมีตะกอน จนมั่นใจว่าสะอาดดีแล้วก็ต่อท่อน้ำเพื่อปล่อยน้ำเข้าถังเก็บน้ำ


หากบ้านไหนมีคลอรีน อาจใช้น้ำยาคลอรีนหรือคลอรีนผงผสมน้ำในถังที่ความเข้มข้นไม่เกิน 5 มิลลิกรัม/ลิตร แล้วทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วปล่อยน้ำคลอรีนทิ้งออกให้หมด ซับน้ำก้นถังให้แห้ง หรืออาจปล่อยให้แห้งเอง หลังจากนั้นจึงปล่อยน้ำเข้าถังเก็บน้ำตามปกติ

การทำความสะอาดถังเก็บน้ำใต้ดิน ถังเก็บน้ำใต้ดินจะมีข้อดีในเรื่องการประหยัดพื้นที่ แต่ข้อเสียของถังเก็บน้ำใต้ดินคือเรื่องการดูแลรักษา เพราะจะไม่สามารถมองเห็นได้ง่ายเช่นถังเก็บน้ำบนดิน

การล้างถังเก็บน้ำใต้ดินนั้นสำคัญ เพราะเราไม่อาจเห็นได้ว่าถังมีรอยรั่วหรือชำรุดตรงไหนบ้าง น้ำเสียหรือน้ำผิวดินได้ไหลลงหรือซึมเข้าในถังบ้างหรือไม่  ทำได้โดยปิดวาล์วมิเตอร์ที่ต่อจากท่อประปา แล้วเปิดน้ำในบ้านเพื่อระบายน้ำที่ค้างในถังให้ลดลงและปิดเบรกเกอร์ปั๊มน้ำ ใช้อุปกรณ์ล้างทำความสะอาดและสูบน้ำออก แต่อย่าสูบน้ำออกจนหมด แล้วล้างซ้ำจนสะอาด แล้วใส่คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค หลังจากนั้นก็ปล่อยน้ำออกจากถัง แล้วเปิดน้ำไหลเข้าถังเพื่อใช้งานได้ตามปกติ



หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือใช้ปั๊มจุ่มแบบไดโว่ดูดตะกอนเพื่อปล่อยทิ้งออกไปตามท่อ และให้ค่อยๆเติมน้ำเข้าไปแทนน้ำที่ดูดออกไปด้วย เพราะหากตอนฝังใต้ดินไม่ได้ผูกถังยึดกับฐานรากให้แข็งแรง เมื่อสูบน้ำออก ถังอาจลอยขึ้นมาได้





วิธีดูแลถังเก็บน้ำหลังน้ำท่วม

เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมหรือน้ำขังรอระบายนานหลายวัน อาจทำให้ถังเก็บน้ำและปั๊มน้ำได้รับผลกระทบหรือเสียหายได้ เจ้าบ้านจึงต้องคอยตรวจสอบหลังน้ำลดลงแล้ว ว่ามีเสียงปั๊มน้ำผิดปกติหรือไม่ หากเสียหายไม่มากที่สามารถซ่อมแซมเองได้ ก็อาจเพียงถอดชิ้นส่วนมาบางชิ้นมาล้างทำความสะอาดและตากแห้งได้ แต่ถ้าเสียหายมากอย่างในตลับลวดปืน มอเตอร์ขัดข้อง ควรเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญหรือติดต่อกับโรงงาน/บริษัทที่ทำการซื้อถังเก็บน้ำหากยังอยู่ในช่วงรับประกันจะดีกว่า



การดูแลถังเก็บน้ำบนดินเริ่มจากการสำรวจ สภาพภายนอกของถังเก็บน้ำก่อนว่ามีรอยรั่วแตกชำรุดหรือไม่ เพื่อกันสิ่งสกปรกเล็ดลอดเข้าข้างใน แล้วสำรวจภายในถัง หากพบว่ามีสิ่งแปลกปลอมภายในจะได้ถ่ายเทออกและทำความสะอาด





ข้อควรระวังในการล้างถังเก็บน้ำ

  1. ไม่สูบน้ำออกจนหมด เพราะดินรอบๆถังมีแรงดันมากอาจจะดันถังจนเกิดความเสียหายได้
  2. ไม่ควรลงไปในถังเพราะอาจขาดอากาศหายใจได้
  3. ตรวจสอบปั๊มน้ำว่าอยู่ในสภาพปกติ
  4. เช็คตัวไดโว่ว่าอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ปกติ สายไฟไม่ชำรุด
ส่วนถังเก็บน้ำใต้ดิน อาจได้รับผลกระทบหรือความเสียหายจากน้ำท่วมมากกว่าถังเก็บน้ำบนดิน เพราะสิ่งสกปรกที่มากับน้ำอาจซึมเข้าถังได้ หากติดตั้งถังน้ำไม่ดี แต่เพราะตรวจสอบได้ยาก ควรเรียกช่างผู้มีความชำนาญโดยเฉพาะดีกว่า

    นอกจากจะต้องตรวจสอบเรื่องถังน้ำแล้ว  ยังต้องตรวจสอบในเรื่อง…  
  • เครื่องปั๊มน้ำ ซึ่งเป็นตัวช่วยให้น้ำมีแรงดัน ส่งไปตามจุดต่างๆของบ้านได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นปั๊มน้ำควรอยู่ในจุดที่น้ำท่วมไม่ถึงและมีที่กันฝน
  • ท่อประปา เป็นส่วนที่สำคัญมาก ดังนั้นควรตรวจหารอยรั่วซึมของท่อ จะได้ซ่อมแซมได้ทันที
  • เครื่องกรองน้ำ หมั่นตรวจความสะอาดและเปลี่ยนไส้กรองทุก 3-6 เดือน




    สาเหตุของการเกิดกลิ่นห้องน้ำมีอะไรบ้าง

  • สีของถังหรือการหลุดร่อนของวัสดุเพราะกระบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐาน


  • ตะไคร่น้ำ การใช้ถังเก็บน้ำที่ไม่ทึบแสงหรือโปร่งแสงได้จะก่อให้เกิดตะไคร่น้ำที่เป็นสาเหตุของกลิ่น


  • รูรั่วหรือรอยแตกร้าว ทำให้สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในถังก่อให้เกิดเชื้อโรคและทำให้น้ำมีกลิ่นได้


  • นำเม็ดพลาสติกไม่มีคุณภาพมาผลิตอาจทำให้เกิดกลิ่นจากเม็ดพลาสติกหรือเม็ดพลาสติกหลุดปะปนกับน้ำทำให้มีกลิ่นและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้น้ำ




ดังนั้นควรเลือกใช้ถังเก็บน้ำจากบริษัทหรือโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตที่เชื่อถือได้ และมีมาตรฐานรับรองคุณภาพสินค้า มอก.หรือ ISO เพื่อความมั่นใจว่าได้สินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อการใช้งาน



การเลือกถังเก็บน้ำใช้ให้ถูกประเภทก็สำคัญ เพราะอาจใช้งานได้ไม่คุ้มอย่างที่ควรจะเป็นหากใช้ผิดวิธี อย่างเช่นถังเก็บน้ำบนดินควรติดตั้งสำหรับพื้นเรียบเสมอกัน โดยไม่ทับบนวัสดุใดๆที่ทำให้ก้นถังเป็นรอยหรือเสี่ยงทำให้ถังมีรูรั่วได้



การล้างถังเก็บน้ำด้วยตนเองนั้นจะทำได้เฉพาะถังเก็บน้ำขนาดเล็กสำหรับบ้านพักเท่านั้น แต่ในกรณีถังขนาดใหญ่ตามอาคารใหญ่ โรงงาน โรงเรียน หรืออาคารที่มีคนอาศัยจำนวนมากนั้น ควรเรียกช่างผู้ชำนาญเฉพาะที่รับบริการจะดีกว่า มีบริการมากมายและหลายราคาให้เลือก



บ่อเกรอะสำเร็จรูป หรือ ถังส้วมซึม คืออะไร

แต่เดิมเราจะรู้จักกันในระบบบ่อเกรอะบ่อซึม โดยการประกอบด้วยท่อปูนซีเมนต์ 2 บ่อ คือ “บ่อเกรอะ” และ “บ่อซึม”เป็นถังปฏิกูลจากภายในบ้าน ซึ่งของเสียเหล่านั้นจะถูกส่งมาตามท่อสู่บ่อเกรอะ แล้วส่วนที่เป็นของแข็งจะตกตะกอนลงสู่ก้นถังในขณะที่ส่วนที่เป็นน้ำจะไหลไปสู่บ่อซึมแล้วกระจายหรือซึมลงสู่ดินรอบๆ

แต่ปัญหาระบบแบบนี้คือ หากรอบๆเป็นดินเหนียวหรือเป็นดินที่มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ ช่วงฤดูฝนหรือมีฝนตกบ่อยๆหรือใกล้ลุ่มน้ำ แรงดันน้ำและปริมาณน้ำจำนวนมากจะทำให้บ่อซึมระบายลงดินได้ไม่เต็มที่ และมีการระบายได้ช้า ของเสียจากถังส้วมซึมก็ส่งไปบ่อซึมไม่ได้ทำให้ของเสียย้อนกลับเข้าสู่ภายในบ้าน หรือบ่อเกรอะตัน กดน้ำไม่ลงเกิดปัญาหาถังแซทเต็ม และมีกลิ่นเหม็นอีกด้วย

ด้วยปัญหาดังกล่าวของส้วมถังเกรอะตัน จึงมีการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียในรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า septic tank บางคนเรียกสั้นๆว่า ถังแซท หรือถังส้วมบำบัด (ถังส้วมสำเร็จรูป) การทำงานของระบบนี้จะเป็นแบบกำจัดของเสียด้วยจุลินทรีย์ใส่บ่อเกรอะ คือ เมื่อกากของเสียตกลงสู่ก้นถังที่เต็มไปด้วยการเติมจุลินทรีย์บ่อบำบัด ก็จะมีการย่อยสลาย ทำให้ไม่มีตะกอนตกค้างในถัง ไม่ต้องใช้ระบบการระบายน้ำแบบบ่อซึม ทำให้ช่วยขจัดปัญหาเรื่องของส้วมตันบ่อย หรือ บริเวณบ้านที่เป็นดินเหนียว และยังหมดปัญหาเรื่องกลิ่นห้องน้ำ

ถังส้วมสำเร็จรูปมีทั้งแบบระบบเติมอากาศ และถังบำบัดน้ำเสียแบบไม่เติมอากาศ ประโยชน์ของถังนี้ก็คือรองรับของเสียจากภายในบ้านหรืออาคาร แล้วมีการบำบัดน้ำเสียก่อนจะปล่อยลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะและแหล่งน้ำธรรมชาติ

กรณีบ้านพักอาศัยทั่วไปจะใช้ถังบำบัดน้ำเสียแบบไม่เติมอากาศ ในขณะที่อาคารใหญ่หรือสถานที่มีคนอาศัยจำนวนมากจะใช้ถังบำบัดส้วมสำเร็จรูปแบบเติมอากาศหรือถังบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่

ถังบำบัดน้ำเสียส่วนใหญ่ทำจาก FRP หรือ PE มีทั้งแบบกลม แบบแคปซูล ขนาดเล็กขนาดใหญ่ เพื่อรองรับการใช้งานให้เหมาะสมกับจำนวนผู้ใช้งานและสถานที่ แต่ไม่ว่าจะเป็นถังชนิดใดหรือขนาดใด เมื่อมีการติดตั้งถังแซทใช้งานก็ต้องมีการทำความสะอาดและการดูแลรักษาทั้งสิ้น



  การดูแลถังบำบัดน้ำเสียเบื้องต้น

  • ไม่ทิ้งสิ่งแปลกปลอมที่ย่อยสลายไม่ได้ เช่น กระดาษทิชชู่ แปรงสีฟัน พลาสติก ผ้าอนามัย ฯลฯ เพราะจะทำให้ท่ออุดตัน มีกลิ่น และทำให้ถังเต็มเร็ว


  • ตรวจดูท่อระบายอากาศว่าอุดตันหรือไม่ หากท่ออุดตันให้หาต้นตอและนำสิ่งแปลกปลอมออกและทำความสะอาดท่อ


  • หมั่นตรวจสอบว่าท่อแตกหรือชำรุดตรงไหน จะได้ทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนท่อใหม่


  • ตรวจเช็คฝาท่อถังบำบัดน้ำเสียว่ามีแตกชำรุดหรือปิดไม่สนิทตรงไหน ถ้าพบว่าชำรุดให้รีบเปลี่ยนใหม่


  • การสูบกำจัดตะกอนถังเกรอะควรทำอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะถังจะมีตะกอนที่ทั้งย่อยสลายได้และย่อยไม่ได้ เมื่อส้วมเต็มเร็วก็จะเกิดกลิ่นเหม็นด้วย


  • เติมน้ำใส่ถังบำบัดในระดับเดิมหลังจากสูบกำจัดตะกอน หรือ ล้างถังบำบัด


  • กรณีไม่อยู่บ้านนานๆอาจเกิน 3 เดือน ทำให้ไม่มีน้ำเสียไหลลงถังบำบัดอาจทำให้จุลินทรีย์ตายเพราะไม่มีอาหาร ก่อให้เกิดกลิ่นที่ไม่ประสงค์ได้ ทางแก้คือเติมเชื้อจุลินทรีย์หรือสาร EM ลงในถังบำบัด เพื่อให้ทำหน้าที่ย่อยสิ่งปฏิกูลที่มากับน้ำทิ้ง


  • แยกท่อน้ำเสียห้องน้ำ ออกจาก ท่อน้ำเสียห้องครัว คือ แยกท่อให้ชัดเจน ระหว่างห้องน้ำ กับ ห้องครัว ถังบำบัดน้ำเสียไม่ได้กรองน้ำทุกประเภท เพราะจุลินทรีย์จะย่อยสลายได้ดีกับกากอินทรีย์ แต่ไม่สามารถย่อยพวกคราบไขมันที่มาจากท่อห้องครัวได้


  • ห้ามรถใหญ่วิ่งทับหรือผ่านบนถังบำบัด คืออย่านำไปฝังบริเวณที่เป็นถนนหรือมักมีรถใหญ่วิ่งผ่านหรือในระยะ 2-5เมตร เพราะจะทำให้แรงกดหรือถังถูกกดทับจนรั่วซึมหรือแตกร้าวได้




ส่วนในกรณีถังบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ที่ใช้กันในอาคารใหญ่ๆนั้นจะเป็นระบบแบบเติมอากาศเพื่อให้ช่วยจุลินทรีย์ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูปไฟเบอร์กลาสแบบเติมอากาศมีขนาดใหญ่ ต้องใช้เวลาในการติดตั้งนานกว่าถังแซทขนาดเล็กทั่วไป ทั้งค่าสินค้า ค่าแรง ค่าติดตั้ง ก็สูงกว่า ดังนั้นจึงมีหลายขั้นตอนที่ต้องดูแลให้ถูกวิธี ซึ่งหลายๆข้อก็คล้ายกับการดูแลถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูปแบบไร้อากาศ



ปัญหาถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูปแตกในช่วงฤดูฝน มักจะมีปัญหามาจากช่างติดตั้งผิดวิธี หรืออาจมีก้อนหินก้อนดินตอนติดตั้งบ่อแล้วไม่ได้นำออก เมื่อมีการอัดทับลงไปตอนติดตั้งก้อนดินก้อนหินหรือเศษไม้อาจไปก่อความเสียหายให้กับถังมีรอยรั่วหรือแตกได้ ส่วนด้านบนสุดของการกลบถังควรเป็นปูนคอนกรีต เพราะหากเป็นพื้นดิน เมื่อถึงฤดูฝนหรือช่วงฝนตกหนักๆ พื้นดินหนักจากการอุ้มน้ำปริมาณมาก ทำให้ถังบำบัดน้ำเสียถูกกดทับด้วยน้ำหนักนั้นและอาจสร้างความเสียหายกับถังได้



การซ่อมถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาส ถังเก็บน้ำไฟเบอร์กลาสชำรุด และชิ้นงานไฟเบอร์กลาส แบบง่ายๆด้วยตนเอง

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมีดังนี้
  • ใยแก้วเบอร์ 300
  • อะซิโตน
  • เรซิ่นเกรดไฟเบอร์กลาส
  • ผงทัลคัม
  • แปรงขนาด 3 นิ้ว
  • Hardener
  • ถุงมือยาง
  • กระดาษทรายเบอร์ 150
  • แปรงลวด
  • ผ้าผิดจมูก
  • ถ้วยผสมเรซิ่น
  • ไม้คน
  • เครื่องเจียร (หากมี)
  • Top coat


  วิธีการซ่อม

  1. ทำความสะอาดผิวไฟเบอร์กลาสโดยการขัดรอบๆด้วยแปรงลวดและกระดาษทรายเบอร์150 หรือ เจียรด้วยเครื่องเจียรหากมี
  2. ผสมเรซิ่นเกรดไฟเบอร์กลาสกับตัวแข็งตวงกับพลาสติกในปริมาณที่จะใช้
  3. ใช้ไม้กวนเรซิ่นที่ผสมกับตัวทำแข็ง โดยกวนเน้นที่ขอบและก้นถ้วยให้เรซิ่นกับตัวทำแข็งเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
  4. ตัดใยแก้วให้กับเท่ากับรอยรั่วหรือแผลของชิ้นงานเพื่อไว้ปะ
  5. อาจใช้ผงทัลคัมเทลงไปผสมในอัตราส่วน 1:2 (ทัลคัม : เรซิ่น)หากต้องการให้ชิ้นงานมีความแข็ง
  6. ใช้แปรงจุ่มทาเรซิ่นลงบริเวณที่ต้องการแล้ววางใยแก้วที่ตัดไว้ปะลงไปและทาเรซิ่นทับอีกครั้ง
  7. ใช้แปรงกดๆลงไปให้ใยแก้วเรซิ่นติดสนิทและไล่ฟองอากาศ
  8. ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 30-60 นาที เรซิ่นจะเริ่มแข็งตัว และจะมากขึ้นเมื่อผ่านไปประมาณ 2-3 ชั่วโมง
  9. เมื่อเรซิ่นแข็งดีแล้ว ทำการตกแต่งให้เรียบร้อยด้วยกระดาษทรายและตบท้ายด้วยเคลือบสีเคลือบ top coat




ในกรณีเรซิ่นซื้อมาเพื่อซ่อมงานไฟเบอร์กลาสแล้วใช้ไม่หมด  สามารถเก็บได้ด้วยการใส่ในภาชานะที่ปิดสนิทแล้วไว้ในที่ร่ม ห้ามไว้กลางแดดหรือที่มีอุณภูมิสูง และควรจะซื้อในปริมาณเท่าที่จะใช้งานเท่านั้น เพราะเรซิ่นสามารถเก็บได้ประมาณ 1 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆในการเก็บรักษาด้วย

  วิธีดูเรซิ่นหมดอายุ คือ  มีความหนืด เทยาก ไม่เซ็ทตัว มีความแห้งช้าหรือเร็วไป

การซ่อมแซมชิ้นงานไฟเบอร์กลาส ไม่ว่าจะเป็นถังเก็บน้ำ เรือไฟเบอร์กลาส อ่างน้ำไฟเบอร์กลาส ฯลฯ สามารถทำด้วยตนเองในกรณีที่มีความชำนาญและมีอุปกรณ์ แต่เนื่องจากเดี๋ยวนีบริษัทหรือโรงงานผลิตงานไฟเบอร์กลาสชั้นนำจะมีบริการหลังการขายและการประกันสินค้าในระยะยาว การติดต่อเพื่อใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรงย่อมจะดีกว่า ได้ทั้งงานซ่อมแซมที่มีคุณภาพและราคาก็ไม่แพง ยิ่งถ้าอยู่ในระยะเวลาการประกันอาจไม่เสียค่าบริการ ทั้งสะดวกและอาจได้คำแนะนำดีๆจากช่างเพิ่มเติมอีกด้วย